Thailand Web Stat Truehits.net

“ฟ้าผ่า” คร่าชีวิต

เขียนโดย :

ฟ้าผ่าเด็ก 7 ขวบ และสุนัข 3 ตัว ขณะนั่งเล่นใต้ต้นไม้…

…หญิงวัย 57 ถูกฟ้าผ่ากลางทุ่ง…

เป็นเพียงสองเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน หลังประเทศไทยเผชิญกับพายุฤดูร้อน และฝนฟ้าคะนอง ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่ผ่านมา

สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค รายงานข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ จากโรงพยาบาลเครือข่าย พบว่า เมื่อเดือนเมษายน 2564 เพียงเดือนเดียวพบผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากฟ้าผ่า รวม 5 ราย ขณะที่ข้อมูลเมื่อปี 2563 ถึงปัจจุบัน พบผู้บาดเจ็บ 29 ราย และเสียชีวิตจากฟ้าผ่า 6 ราย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร โดยอุบัติเหตุจากฟ้าฝ่ามักอยู่ในช่วงต้นฤดูฝน บริเวณสวน ไร่ ทุ่งนา และพบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่ จ. สุรินทร์ และสกลนคร

ทั้งนี้ บทความ “ฟ้าผ่า เรื่องที่คุณต้องรู้” ได้กล่าวถึงปัจจัยและสาเหตุของการเกิดฟ้าผ่าไว้ว่า ฟ้าผ่าเกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าในอากาศ ที่อาจเกิดร่วมได้กับฝนฟ้าคะนอง พายุฝุ่น หรือแม้แต่ภูเขาไฟระเบิด ส่วนใหญ่เกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าออกจากเมฆฝนฟ้าคะนอง หรือที่นักอุตุนิยมวิทยาเรียกว่าเมฆคิวมูโลนิมบัส (cumulonimbus) โดยภายในก้อนเมฆมีการไหลเวียนของกระแสอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้หยดน้ำและก้อนน้ำแข็งในเมฆเสียดสีกันจนเกิดประจุไฟฟ้า โดยประจุบวกมักจะออกันอยู่บริเวณยอดเมฆ ส่วนประจุลบอยู่บริเวณฐานเมฆ มีรูปแบบการเกิดฟ้าผ่าอย่างน้อย 4 รูปแบบ เช่น

1) ฟ้าผ่าภายในก้อนเมฆ – เกิดมากที่สุด เป็นการเชื่อมต่อประจุลบด้านล่างกับประจุบวกด้านบนเข้าด้วยกัน

2) ฟ้าผ่าจากเมฆก้อนหนึ่งไปยังเมฆอีกก้อนหนึ่ง – จากประจุลบในเมฆก้อนหนึ่งไปยังประจุบวกในเมฆอีกก้อนหนึ่ง

3) ฟ้าผ่าจากฐานเมฆลงสู่พื้น – เป็นการปลดปล่อยประจุลบออกจากก้อนเมฆ เรียกว่า ฟ้าผ่า

แบบลบ (negative lightning)

4) ฟ้าผ่าจากยอดเมฆลงสู่พื้น -เป็นการปลดปล่อยประจุบวกออกจากก้อนเมฆ เรียกว่า ฟ้าผ่า

แบบบวก (positive lightning)

*กรณีฟ้าผ่าแบบที่ 1 และ 2 มักทำให้เมฆเปล่งแสงกระพริบ (ฟ้าแลบ) ส่วนฟ้าผ่าแบบที่ 3 และ 4 จะเป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้น

DXC online ยังได้สอบถามเพิ่มเติมไปยัง ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ ถึงอันตรายจากฟ้าผ่า และปัจจัยประกอบ ระบุว่า ฟ้าผ่าเกิดได้ทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นดิน ต้นไม้ หรือบนอาคาร สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ แต่โดยสถิติแล้ว วัตถุหรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่สูงกว่าจะมีโอกาสถูกฟ้าผ่าได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงห้ามหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ในระหว่างที่เกิดฝนฟ้าคะนอง ส่วนเครื่องประดับหรือวัตถุ อย่าง แหวน นาฬิกา ร่ม หรือทอง ไม่ใช่สาเหตุของการถูกฟ้าผ่า แต่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บมากขึ้นได้ เนื่องจากวัตถุที่เป็นโลหะ แม้ไม่ได้ทำให้เกิดฟ้าผ่า ไม่ใช่สายล่อฟ้า แต่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่จะทำให้เกิดรอยไหม้ เมื่อถูกฟ้าผ่าโลหะจะดึงดูดกระแสไฟฟ้าไปจุดนั้น ทำให้บริเวณนั้น ๆ ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าส่วนอื่น ขณะที่ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับกลไกการเกิดฟ้าผ่า

8 กลไก การเกิดฟ้าผ่า

กลไกที่ 1 : ฟ้าผ่าเปรี้ยงโดนตัวคน (หรือสัตว์) แบบจัง ๆ เรียกว่า ฟ้าผ่าโดยตรง (Direct Strike) โอกาสรอดแทบเป็นศูนย์ เพราะกระแสไฟฟ้าอย่างต่ำราว 10,000 แอมแปร์

กลไกที่ 2 : ฟ้าผ่าโดนวัตถุอื่น แต่ร่างกายสัมผัสกับตัวนำที่เชื่อมต่อกับวัตถุนั้น กระแสไฟฟ้าจึงไหลเข้าสู่ร่างกายได้ เรียกว่า การสัมผัสกับวัตถุที่ถูกฟ้าผ่า (Contact)

กลไกที่ 3 : ฟ้าผ่าต้นไม้ เสาไฟ หรือโครงสร้างบางอย่าง จากนั้นกระแสไฟฟ้าบางส่วนได้ “กระโดด” ออกจากวัตถุที่ถูกฟ้าผ่า ผ่านอากาศ เข้าสู่คนหรือสัตว์ที่อยู่ใกล้ เรียกว่า กระแสไฟฟ้าแลบด้านข้าง (Side Flash หรือ Side Splash) โดยระยะอาจไกลถึง 2-3 เมตร

กลไกที่ 4 : ฟ้าผ่าลงมายังพื้น กระแสไฟฟ้าจะไหลกระจายไปตามพื้น และเข้าสู่ร่างกายของคนหรือสัตว์ เรียกว่า กระแสไหลตามพื้น (Ground Current)

กลไกที่ 5 : ขณะที่ประจุลบจากฐานเมฆเคลื่อนที่ลงมา จะผลักประจุลบในวัตถุบนพื้นออกไป หรืออาจเกิด กระแสสตรีมเมอร์ไหลขึ้น (upward streamer) ไปตามโครงสร้างต่างๆ เช่น ต้นไม้ หลังคาบ้าน หรือแม้แต่ตัวคน กระแสสตรีมเมอร์อาจมีค่าสูงสุดได้หลายร้อยแอมแปร์

กลไกที่ 6 : ฟ้าผ่าทำให้เกิดสนามแม่เหล็กแผ่ออกไปโดยรอบ สนามแม่เหล็กนี้สามารถทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในโลหะได้

กลไกที่ 7 : หากฟ้าผ่าลงบนสายโทรศัพท์โดยตรง หรือผ่าโดนสายไฟฟ้าที่อยู่ใกล้สายโทรศัพท์ หรือผ่าลงสู่พื้นใกล้ๆ อาจเกิดกระแสไฟฟ้าไหลไปในสายโทรศัพท์ เรียกว่า ฟ้าผ่าโดยมีสายโทรศัพท์เป็นตัวกลาง (Telephone-mediated Lightning Strike)

กลไกที่ 8 : หากฟ้าผ่าลงมาใกล้จุดที่คนอยู่ เสียงที่ดังจากการขยายตัวของอากาศอย่างรวดเร็ว อาจทำให้หูหนวกได้

ดร.บัญชา ยังแนะนำกฎที่ต้องรู้ และการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่า ทั้งในขณะอยู่ในรถยนต์ ในที่โล่งแจ้ง และในอาคาร เรียกว่า กฎ 30/30 หรือ The 30/30 Rule (30 ตัวแรก คือ 30 วินาที) หมายความว่า หากเห็นฟ้าแลบแล้วได้ยินเสียงฟ้าร้องตามมาภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที แสดงว่าเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่ใกล้เพียงพอที่ฟ้าผ่าจะทำอันตรายคุณได้ ให้หาสถานที่ปลอดภัยทันที

  • กรณีอยู่ในรถยนต์ ปิดกระจกให้สนิททุกบาน (หมายเหตุ : รถที่ไม่มีหน้าต่าง เช่น รถกอล์ฟ ไม่ปลอดภัยจากฟ้าผ่า) ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือที่กำลังพ่วงต่อกับที่ชาร์จไฟของรถ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับวิทยุในรถ
  • กรณีอยู่ในที่โล่งแจ้ง ควรหลบในสถานที่ปลอดภัย ได้แก่ รถยนต์ หรืออาคารขนาดใหญ่ ห้ามอยู่ใกล้ต้นไม้สูงใหญ่ หรือโครงสร้างที่มีลักษณะสูง ถ้าอยู่หลายคนอย่ารวมกันเป็นกลุ่ม และหากจำเป็นต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้ “นั่งยองๆ เท้าชิด มือปิดหู” เพื่อลดความเสี่ยง ในท่านี้เรียกว่า lightning crouch หรือ lightning safety position ห้ามนอนราบลงกับพื้น เพราะหากฟ้าผ่าบริเวณใกล้ ๆ กระแสไฟฟ้าจะไหลมาตามพื้น และอาจเข้าสู่ร่างกายได้ในปริมาณมาก

นอกจากระมัดระวังฝน และฟ้าผ่า ช่วงนี้อย่าลืมป้องกันตัวเอง รักษาสุขภาพ ปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่าง ล้างมือ ลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยนะคะ


  • ผู้สื่อข่าว (ออนไลน์) ศูนย์พัฒนาการสื่อสารด้านภัยพิบัติ


  • ผู้สื่อข่าว (ออนไลน์) ศูนย์พัฒนาการสื่อสารด้านภัยพิบัติ