เครื่องหมายอัศเจรีย์

นักวิชาการแนะ “รัฐ” ปรับปรุงกฎหมายแก้ฝุ่น PM2.5

กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร สรุปภาพรวมการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่า วันนี้ (15 ธ.ค. 65) ผลการตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 แม้จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบกับสุขภาพที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คือสามารถตรวจวัดได้อยู่ที่ค่า  26-49 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ

ในช่วงตั้งแต่วันที่ 12 ถึงวันนี้ ที่พบว่า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณภูมิลดลง กับมีลมแรง โดยภาคกลาง อุณหภูมิจะลดลง 3 – 5 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอากาศอากาศเย็นในตอนเช้า  ส่งผลให้อัตราการระบายฝุ่นละอองไม่ดี และเป็นสาเหตุสำคัญของการสะสมของฝุ่นละออง 

PM2.5 1

ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  หรือ นิด้า เปิดเผยกับศูนย์พัฒนาการสื่อสารด้านภัยพิบัติ เกี่ยวกับประเด็นนี้ ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงเวลาเดิม ๆ ที่ผ่านมา ได้มีความพยายามจากภาคประชาชนและฝั่งการเมือง ในการนำเสนอร่างกฎหมาย พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ ฉบับประชาชน ผ่านรัฐสภา หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

เพื่อนำกลไกจากร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมาบังคับใช้ เบื้องต้นเชื่อว่า จะเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 แต่สุดท้ายกลับพบว่าถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปัดตกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไป ซึ่งส่วนตัวมองว่า การปัดตกดังกล่าวยังไม่มีเหตุผลหรือคำอธิบาย ที่ชัดเจนมารองรับ ตรงนี้จึงมองว่าควรมีการจัดเวทีสาธารณะขึ้นมา เพื่อให้เกิดการถกเถียงกันระหว่างผู้สนับสนุน และ ผู้ไม่เห็นด้วยว่า สนับสนุนเพราะเหตุใดและไม่เห็นด้วยเพราะเหตุใด หรือมีทางเลือกอื่นใด นอกจาก พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่จะแก้ปัญหาให้กับประชาชน ซึ่ง่ส่วนนี้ควรมีคำชี้แจงจากรัฐบาล

ทั้งนี้ ตนเองเคยมีโอกาสจัดงานเสวนา โดยมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในครั้งนั้นผู้เชี่ยวชาญเล่าว่า สหรัฐอเมริกาเอง ในอดีตเคยเกิดปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศ แต่ด้วยความร่วมมือจากภาคประชาชน ที่มีการเรียกร้อง ทำให้ภายหลังเกิด พ.ร.บ.อากาศสะอาดขึ้น เมื่อย้อนกลับมาที่ประเทศไทย คำถามคือ หากไม่มี พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แล้วจะมีหลักประกันอะไรมาสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดค่ามาตรฐานของสารก่อมะเร็งในชั้นบรรยากาศ หรือการตรวจวัด ว่าสารเหล่านี้ส่งผลกระทบกับสุขภาพประชาชนหรือไม่ เพราะหากไม่มีการกำหนด หรือตรวจวัด ประชาชน จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าตนเองได้รับอันตรายจากสารพิษหรือฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศ เพราะไม่มีผลตรวจยืนยันทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมองว่า หากกฎหมายเดิม ดีอยู่แล้ว ทำไมปัญหาเดิม ๆ ยังเกิดขึ้นทุกปีและขณะนี้ถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแล้วหรือไม่ ส่วนนี้จึงมองว่า หากท้ายที่สุด รัฐยังยืนยันที่จะไม่เอา พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็ควรที่จะนำ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีความทันสมัยและสามารถบังคับใช้ได้ครอบคลุมทุกมิติ

สำหรับเกณฑ์การตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 นั้น พบว่าประเทศไทยมีการใช้ค่ามาตรฐานฝุ่นละออง PM 2.5 มานานกว่า 10 ปี จึงได้ปรับปรุงให้มีความเข้มงวดและเหมาะสม โดย คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) มีมติกำหนดมาตรฐานฝุ่นละออง PM 2.5 ใหม่ จากเดิม ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ปรับเปลี่ยนเป็น 37.5 มคก./ลบ.ม. และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2566 และค่าเฉลี่ยรายปี จากเดิม 25 มคก./ลบ.ม. เป็น 15 มคก./ลบ.ม. 

โดยจะมีผลบังคับใช้ทันทีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือเป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศ เป็นการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และให้เทียบเท่าอยู่ในกลุ่มเดียวกับสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศกลุ่มอาเซียนลำดับต้น ๆ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมถึงไต้หวัน ด้วย

ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 

แชร์