Thailand Web Stat Truehits.net
เครื่องหมายอัศเจรีย์

พร้อมสู้ฝุ่น! ภาคีเครือข่ายเดินสายถอดบทเรียนทั่วประเทศเตรียมรับมือแผนฝุ่นเฉพาะกิจปี 67 ควบคู่ร่างแผนฝุ่นชาติฉบับ 2

กรมควบคุมมลพิษ  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ  กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปลการดำเนินงานและถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง PM2.5 ปีงบประมาณ ณ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

โดยกรอบเวลาการถอดบทเรียนทั้งหมด 4 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ 4 ภูมิภาค เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งมีแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองที่แตกต่างกัน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข PM2.5 อย่างแท้จริง ทั้งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ภาคประชาสังคม ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างรอบด้าน นำมาสังเคราะห์และส่งต่อไปยังกรมควบคุมมลพิษ เป็นการปรับแผนให้สอดคล้องกับค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนใหม่ ที่กำหนดไว้เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต้องไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรด้วย ซึ่งเป็นการปรับปรุงค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 ในรอบ 15 ปี

ข้อเสนอจากการถอดบทเรียนจะเป็นแนวปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองภาพรวมของประเทศและในพื้นที่วิกฤต ประกอบกับสถานการณ์สภาพอุตุนิยมวิทยาในปัจจุบันที่เริ่มพัฒนาเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลเกิดความแห้งแล้ง อาจทำให้สถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องสรุปผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค ถอดบทเรียน และทบทวนมาตรการ/แนวทางการดำเนินงานตามแผนต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมกับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศและดัชนีคุณภาพอากาศใหม่ ทั้งนี้ การประชุมสรุปผลและถอดบทเรียนฝุ่น PM2.5 ที่ผ่านมา 3 ครั้ง 1. มิติการเผาในที่โล่งโดยเฉพาะอ้อย ณ จังหวัดขอนแก่น 2. มิติหมอกควันข้ามพรมแดน ณ จังหวัดเชียงราย 3. มิติการเผาในที่โล่งโดยเฉพาะข้าว ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีข้อเสนอแนะจำนวนมาก ทั้งด้านกฎหมายและกฎระเบียบ เช่น การเปลี่ยนจากกำหนดวัน D-Day ห้ามเผาเป็นการบริหารการเผาตามช่วงเวลาและพื้นที่ กำหนด KPI จากพื้นที่ที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของรัฐบาล มีศูนย์ขับเคลื่อนเรื่องฝุ่นโดยตรง เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ภาคเอกชนสามารถส่งเสริม หรือช่วยเหลือเกษตรกรทำการเกษตรที่ไม่เผา ข้อตกลงทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม การปรับวิถีอาเซียนเรื่องภัยพิบัติสิ่งแวดล้อมข้ามแดน การใช้กลไกบ้านพี่เมืองน้อง การสื่อสารที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สื่อสารตลอดทั้งปี รวมถึงการจัดทำห้องปลอดฝุ่นในระดับชุมชน โดยเน้นกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง การจัดหาสินค้าที่มีมาตรฐานและราคาไม่แพง โดยกรมควบคุมมลพิษจะสรุปผลนำไปสู่การพิจารณาในการจัดทำมาตรการในการจัดการฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

คพ.เร่งสรุปถอดบทเรียนแผนฝุ่นเฉพาะกิจปี 67 ยื่นครม.ภายในเดือนหน้า!

กัญชลี  นาวิกภูมิ  รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เผยความคืบหน้าถึงการสรุปข้อมูลหลังถอดบทเรียนทั่วประเทศว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นพื้นที่สุดท้าย  ซึ่งได้ทำคู่ขนานกันตั้งแต่เดือนสิงหาคม เพื่อเสนอเป็นมาตรการยกระดับต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ   บทสรุปของการถอดบทเรียนจะเหมือนเป็นแนวทางการที่ทำให้รับรู้ลักษณะปัญหาเฉพาะของแต่ละภูมิภาค  อย่างภาคเหนือต้นเหตุหมอกควันจากการเผาป่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสาเหตุฝุ่นจากอ้อย  ข้อเสนอของพื้นที่ต้องการอะไรเพื่อแก้ปัญหา หรือภาคกลางพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาข้าว  ขณะที่ปริมณฑลฝุ่นส่งผลมาถึงกทม.ด้วย การแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้กรมควบคุมมลพิษพยายามให้มีลักษณะเฉพาะ  เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปตามสัดส่วนความรุนแรงของแหล่งกำเนิด  เพื่อประมวลแนวทางการรับมือฝุ่นในแผนเฉพาะกิจปี 2567     โดนตั้งเป้าร่างให้เสร็จภายในเดือนกันยายนนี้เพื่อหารือต่อระดับผู้บริหาร  และเตรียมเสนอต่อครม.เดือนตุลาคม    พร้อมยืนยันว่าทุกเครือข่ายทำงานด้วยความรวดเร็วเพราะทุกปีกว่าแผนจะออกประมาณมกราคม  ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์ จึงอยากให้รัฐบาลประกาศตั้งแต่เดือนตุลาคม เพื่อให้การสื่อสารไปถึงทุกภาคส่วนอย่างชัดเจนและรวดเร็ว 

. ส่วนต้นกำเนิดฝุ่นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรและพื้นที่เศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องเส้นทางเศษฐกิจ ยานพาหนะ จากผลการศึกษาระบุกว่า 60% ของสัดส่วนฝุ่นมาจากยานพาหนะ  คนอยู่อาศัยจำนวนมากที่มาพร้อมกับการจราจร  ดังนั้นจุดใหญ่ที่ต้องแก้ไขในเมืองใหญ่คือต้องแก้เรื่องยานพาหนะ แต่ยังไม่ทิ้งมลพิษจากแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมพื้นที่ชายขอบกทม. เชื่อมต่อกับปริมณฑล  รองลงมาคือการเผาจากพื้นที่การเกษตร

กทม.ยกระดับมาตรการแก้ฝุ่นปี 67  เดินหน้าพัฒนาวัตกรรมลด PM2.5 ตั้งแต่ต้นทาง

นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร ได้ประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากแหล่งกำเนิดในพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมยกระดับมาตรการการดำเนินงานแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างต่อเนื่อง และมีการทบทวนปรับปรุงร่างแผนฯ ประจำปี 2567 เพื่อเตรียมขับเคลื่อนมาตรการฝุ่นกับทุกภาคส่วนเดินหน้าแก้ไขปัญหาและดูแลสุขภาพประชาชน ในวันที่ 15 ก.ย.2566 ที่ผ่านมา กทม. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ค้นหาต้นตอฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า มีสาเหตุหลักมาจากรถยนต์ รองลงมาคือการเผาในที่โล่ง จึงร่วมกับหน่วยงานในสังกัด สำนักงานเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาเชิงรุก ติดตามแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 7 วันด้วยการบูรณาการข้อมูลกับกรมควบคุมมลพิษ ทำงานร่วมกับ สสส. ในการสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรมให้กับประชาชน พร้อมสื่อสารสาธารณะเพื่อให้สามารถวางแผนการทำงาน หรือหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นสูง รวมถึงประชาชนยังสามารถมีส่วนร่วมด้วยการแจ้งปัญหาผ่านทาง Traffy Fondue นอกจากนี้ ร่วมมือแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากต้นตอ เช่น การควบคุมมลพิษจากยานพาหนะ การก่อสร้าง โรงงาน สถานประกอบการ การเผาชีวมวลจากการเกษตร การเผาในที่โล่ง รวมถึงรณรงค์เน้นย้ำข้อควรปฏิบัติและวิธีป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM2.5 ตลอดจนเตรียมพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับให้บริการประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่น PM2.5

นายพรพรหม  กล่าวถึงการถอดบทเรียนปีที่ผ่านมาว่าสามารถเก็บข้อมูลได้ครบทุกด้าน  ทำให้รู้ที่มาของฝุ่นได้อย่างชัดเจน  พบว่าฝุ่นทั้งปีในกรุงเทพมหานครมาจากยานพาหนะ  กทม.พยายามส่งเสริมระบบการขนส่งมวลชน  หรือรถประจำทางคันเล็กเพื่อเชื่อมการเดินทางของประชาชนจากพื้นที่ความหนาแน่นให้สามารถเข้าถึงสถานีขนส่งมวลชนสายหลัก  หรือแนวคิดส่วนต่อขยายของBTS  สามารถเปิดให้บริการฟรีได้   แต่ต้องเป็นเส้นทางที่ดูแลโดยกรุงเทพมหานคร  รวมถึงการเผาชีวมวลภาคการเกษตร   กทม.มีจุดการเผาเชิงเกษตรทั้งหมด  8 จุด คือแปลงขนาดใหญ่กว่า 1 ไร่  ซึ่งกทม.ได้งบประมาณจัดหารถและเครื่องอัดฟางข้าวได้จำนวน 3 เครื่อง  เบื้องต้นวางไว้ให้นำไปใช้ในเขตตะวันออกเช่น เขตหนองจอก ลาดพระบัง มีนบุรี  และคลองสามวา  ยังอยู่ระหว่างการศึกษาโมเดลการทำฟางลดการเผาเพิ่มรายได้หากเกษตรกรสามารถอัดฟางข้าวเป็นก้อนได้แล้วจะทำอย่างไรต่อไป    

. สำหรับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่กทม.กำหนดลงพื้นที่ตรวจเดือนละ 2 ครั้ง   พบโรงงานที่ผิดหลักเกณฑ์จำนวน 80   กว่าจุดจากโรงงานอุตสากรรมทั้งหมด 15,000 แห่ง  อยู่ระหว่างการตรวจสอบต่อเนื่อง   เช่นเดียวกับการตรวจสอบฝุ่นจากภาคการก่อสร้างขนาดใหญ่มีแผนตรวจเช่นกัน    โดยผู้ว่าราชการสามารถตรวจสอบจุดเกิดฝุ่นได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอพลิเคชั่น  ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้มีข้อมูลเปรียบเทียบเชิงลึกมากขึ้น  ขณะที่นโยบายติดเครื่องปรับอากาศในห้องเรียนของกทม.  หรือห้องเรียนปลอดฝุ่นยังสานต่อโดยมีโมเดลร่วมกับสสส. คือห้องเรียนสู้ฝุ่น  แต่อาจต้องเพิ่มนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ เพื่อลดภาระผูกพันการรายจ่ายค่าไฟฟ้าแต่ละเดือน

สสส.พร้อมหนุนเครือข่ายมีส่วนร่วมขับเคลื่อนแผนแก้ฝุ่น  กังวลฝุ่นพิษกระทบสุขภาพกลุ่มเปราะบาง

ดร.ชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สหประชาชาติ ประกาศให้ “มลพิษทางอากาศเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ  ในมิติด้านสุขภาพ  สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 คุกคามคนไทยมากขึ้นจนล้มป่วยด้วยโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ อาการคัน เยื่อบุตาอักเสบ เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล  ฉะนั้นการทำงานภายใต้กระบวนการสร้างนำซ่อม แก้ปัญหาที่ต้นทางเชื่อว่าจะมีความสำคัญในการผลักดันให้การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน  ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมกฏหมายพรบ.อากาศสะอาด  การสนับสนุนสินค้าต่างๆที่ไม่ได้มากจากการเผา  ล้วนเป็นการสนับสนุนในมิติเชิงชุมชน

สสส. ขับเคลื่อนการทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเร่งด่วน ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งระดับระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และนานาชาติ ที่ผ่านมาได้เห็นการมีส่วนร่วมภาคประชาชนที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้อง รวมถึงองค์กรต่างๆ ที่ตั้งใจแก้ปัญหากันมากขึ้น  เชื่อว่าการแก้ปัญหา PM2.5 ในอดีตคือความสิ้นหวัง  แต่ปัจจุบันเราเห็นแผนที่ชัดเจน  เห็นแนวทางการทำงานและกรอบนโยบายมีการบรรจุเป็นวาระชาติที่ชัดเจน  นี่คือเรื่องที่น่ายินดีหากทุกภาคส่วนมาร่วมการจัดการปัญหามากขึ้นจะทำให้เห็นทิศทางที่ช่วยให้ปัญหามันคลี่คลาย  เพราะปัญหามลพิษทางอากาศไม่ใช่ความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐอย่างเดียว   แต่ทุกคนมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดมลพิษ  การออกแบบชีวิตให้เหมาะสมเพื่อลดการเกิดมลพิษในสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่พวกเราทำได้

จากสภาลมหายใจเชียงใหม่สู่ “สภาลมหายใจกทม.” พื้นที่เล็กๆเพื่อทวงคืนอากาศสะอาด

ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย กล่าวถึงแนวคิดการก่อตั้งสภาลมหายในกทม.  ว่าได้รับการสนับสนุนจากสสส.และกทม. มอบให้มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย เป็นแกนนำในการหาแนวร่วมเชิญชวนกลุ่มที่ขับเคลื่อนแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยก่อนหน้านี้ได้รับแรงบันดาลใจ หลังเข้าร่วมกระบวนการให้กับสภาลมหายใจเชียงใหม่  ซึ่งต่อมาได้ขยายเป็นสภาลมหายใจภาคเหนือ  จึงคิดว่าเรื่องฝุ่นPM2.5 เป็นปัญหาระยะยาว และมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การขับเคลื่อนจึงต้องมีพลัง  โดยได้เริ่มพูดคุยครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา  มีตัวแทนหลากหลายเครือข่ายกว่า 30 องค์กรร่วมพูดคุยถึงทิศทางการขับเคลื่อน  หลังจากนี้จะมีกำหนดนัดหารือเพื่อวางกรอบวัตถุประสงค์การขับเคลื่อนให้ชัดเจนอีกครั้ง  โดยมีเป้าหมายให้ได้ข้อสรุปเพื่อนำไปสู้การจัดตั้ง สภาลมหายใจกทม. ภายในปีนี้

ทั้งนี้แนวทางการแก้ปัญหาที่ฝุ่นPM2.5 ผ่านมา  พบว่าการขับเคลื่อนสามารถแก้ไขได้ในระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมการทำงานจะเป็นแบบต่างคนต่างคิดต่างทำ มีคนสนใจเรื่องฝุ่นหลายกลุ่ม แต่ยังอยู่ในกรอบแนวทางของกลุ่มตัวเองยังไม่ได้มีการบูรณาการร่วมกัน   เรื่องสำคัญคือประชาชนส่วนใหญ่ต้องไม่มองว่าปัญหานี้ใครต้องแก้แต่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง เพราะเป็นปัญหาเชิงพฤติกรรม ทุกคนเป็นทั้งเจ้าของปัญหา  ผู้ได้รับผลกระทบและคนสร้างปัญหาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  หากจะแก้ปัญหาฝุ่นให้ได้ผลต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง

แชร์