Thailand Web Stat Truehits.net
เครื่องหมายอัศเจรีย์

มีมลพิษกระทบสุขภาพ! เหตุผล ศาลปค. สั่ง คกก.สิ่งแวดล้อมฯ ประกาศเขตควบคุมมลพิษ 4 จว. ภาคเหนือ

เปิดละเอียด คำพิพากษาศาล ปค. สั่ง คกก.สิ่งแวดล้อม ประกาศ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็นเขตควบคุมมลพิษ แก้ฝุ่น PM2.5 ให้เหตุผล ครบเงื่อนไข มีมลพิษกระทบสุขภาพ

ในที่สุด ศาลปกครองเชียงใหม่พิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้เขตท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษจากฝุ่น PM2.5 โดยให้ดำเนินการประกาศภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

นี่คือคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2564 ภายหลังมีผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความเดือดร้อนจากไฟป่า ส่งผลให้เกิดหมอกควันหนาเกินค่ามาตรฐาน จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

โดยอธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร่งด่วน ตามข้อ 49/2 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ศาลปกครองเชียงใหม่แสวงหาข้อเท็จจริงจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน และสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ ๑ (เชียงใหม่) และไต่สวนคู่กรณีเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2564

บางช่วงบางตอน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายจะเห็นว่า ประชาชนชาวไทยมีสิทธิในการจัดการและบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ในขณะเดียวกันรัฐมีหน้าที่ในการคุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนเช่นกัน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ รัฐต้องพึงระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องดำเนินการให้มีการเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า

ในกรณีที่ปรากฎว่าท้องที่ใดมีปัญหามลพิษ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้กำหนดให้เป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่จะประกาศกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม  ลด และขจัดมลพิษ ซึ่งการจะประกาศให้พื้นที่ใดเป็นเขตควบคุมมลพิษนั้น ต้องครบองค์ประกอบ 2 ประการประกอบกัน ได้แก่

1.มีปัญหามลพิษ

2.ปัญหามลพิษดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม

แม้ผู้ถูกฟ้องคดีได้ชี้แจงต่อศาลว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการในการพิจารณากำหนดให้ท้องที่ใดท้องที่หนึ่งเป็นเขตควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ไว้ เพราะการประกาศเขตควบคุมมลพิษเป็นดุลยพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีก็ตาม แต่การใช้ดุลยพินิจซึ่งเป็นการกระทำทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นจะต้องอยู่ภายใต้หลักการกระทำทางปกครองต้องชอบด้วยกฎหมาย

การที่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 กำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ในการประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ท้องที่ใดท้องที่หนึ่งเป็นเขตควบคุมมลพิษ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อจำกัดการใช้อำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า หากเงื่อนไขข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายกำหนดมีครบทั้งสองประการประกอบกันแล้ว หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีความผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด มิเช่นนั้นจะถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย

จากข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า ปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน มีแนวโน้มที่ร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนหรือก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในท้องที่ จึงครบองค์ประกอบสองประการ

ถือเป็นเงื่อนไขที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะใช้อำนาจในการประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ท้องที่ทั้ง 4 จังหวัดดังกล่าว เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษได้ ตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535

ส่วนกรณีผู้ฟ้องคดีไม่ดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้เขตท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษจากฝุ่น PM2.5 เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น

ผู้ถูกฟ้องคดีชี้แจงต่อศาลว่า  ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศกำหนดให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพราะเป็นสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีและยังมีวิธีการอื่นที่สามารถทำให้สภาพอากาศกลับคืนสู่สภาพปกติได้ อีกทั้งสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ 4 จังหวัดมีแนวโน้มดีขึ้น ยังไม่ถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและไม่สมเหตุสมผล จึงเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

อนึ่ง โดยที่สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นใน 4 จังหวัด คาดว่าจะคลี่คลายเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน แต่ก็เป็นที่คาดหมายได้ว่า จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้ชี้แจงต่อศาลในวันไต่สวน เมื่อ 1 เม.ย. 2564  ยอมรับว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือน ธ.ค.-พ.ค. แม้ได้มีการประกาศให้ท้องที่ 4 จังหวัด ดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งหลังจากนั้นต้องดำเนินการต่อเนื่องหลายขั้นตอน ได้แก่

1.มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ

2.ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาให้ความเห็นชอบแผน

3.ของบประมาณ

4.ดำเนินการตามแผน

ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการพอสมควร อาจไม่สามารถนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนก็ตาม แต่ในระยะเวลาอันใกล้อีกเพียงประมาณ 7 เดือนต่อจากนี้ ก็จะเข้าสู่ช่วงระยะเวลาที่คาดว่าจะเกิดสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2565

กรณีจึงมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ อันเป็นวิธีการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในอนาคต เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการคุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู และบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากฝุ่น PM2.5 ได้อย่างสมดุลและยั่งยืน .

แชร์